Ubonrat's profileAudi's space to share*o*PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    October 05

    ฉันได้เป็นนางฟ้า

    ไม่อยากจะเชื่อว่าฉันไม่ได้เข้ามาเขียนสเปซของตัวเองมาจะปีนึงอยู่แล้ว เรื่องราวในชีวิตเกิดขึ้นมากมาย ร้องไห้แทบบ้าตอนเลิกกับแฟน ดีใจแทบคุมตัวเองไม่อยู่เมือรู้ว่าได้แอร์ และความรู้สึกอีกมากมายที่บอกไม่ถูกเมือรู้ว่าต้องจากบ้านมาไกลถึงจอร์แดน แม่ยิ้มทั้งน้ำตา เพื่อน ๆ เลี้ยงส่งไม่เว้นวัน ทำให้รู้ว่าเรามีคนรักได้ขนาดนี้เลยหรอ ดีใจจัง คุ้มแล้วที่เกิดมาเป็นคน
     
    แต่แล้วชีวตก็คือชีวิต มันมักจะมีเรื่องร้าย ๆ ผ่านมามากมายเพื่อให้เราข้ามผ่าน และเรียนรู้โลกสองด้านเสมอ รู้ไหมว่าตั้งแต่มาอยู่จอร์แดนก็เกิดเรื่องไม่เว้นอาทิตย์เลย ไม่ว่าจะคอมเสีย ย้ายบ้าน โดนเจ้าของบ้านจะฟ้องร้องค่าเสียหาย ความเหงาที่เข้ามากล่ำกลาย ทะเลาะกับเพื่อน สูญเสียคนรัก ฯลฯ มันทำให้ฉันคิดถึงบ้านอย่างบอกไม่ถูก แต่ฉันก็ยังอยู่ที่นี่ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง และให้เอกับแม่สบายมากขี้น ฉันต้องอดทนกว่านี้
     
    เมื่อวานเป็นวันจบคลอสเรียนเซฟตี้ ที่สายการบิน Royal Jordanian ให้ลูกเรือทุกคนเรียนเพื่อมาตรฐานความปลอดภัยในการดูแลผู้โดยสารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
    ฉันตั้งใจเรียนเป็นพิเศษจนฉันได้คะแนนเต็มร้อยหรือไม่ก็เกือบเต็มในทุกครั้ง  ซึ่งผลจากความความตั้งใจนี้ ก็ทำให้ฉันได้คะแนนสูงที่สุดในชั้น ได้รับคำชมจากผู้บริหาร แต่คุณรู้ไหม ฉันไม่ได้อยากเป็นคนเก่งที่สุดหรอกนะ แต่ฉันคำนึงถึงเพียงสองเรื่องคือ ถ้าเกิดเหตุการณ์ร้ายที่ไม่คาดคิดขึ้น ฉันต้องเอาตัวรอดกลับมาเจอแม่ เอ และคนที่ฉันรักให้ได้ เพราะฉันมีเวลาเพียงแค่นาทีครึ่ง เพื่อนำชีวิตตัวเองและผู้โดยสารอีกไม่รู้กี่ร้อยชีวิตออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย เพราะเขาอาจเป็นพ่อของใคร แม่ของใครหรือลูกของใคร ยังมีคนที่รักรอเขาอยู่ เหมือนที่มีคนที่รอฉันอยู่ ทุกชีวิตมีค่าเท่ากันทั้งนั้น และพอมาเรียนรู้มากขึ้น ความรู้สึกรับผิดชอบต่องาน ผู้โดยสารยิ่งมีมากขึ้น ฉันถึงเข้าใจว่าทำไมงานแอร์เขาให้เงินเยอะกว่างานอื่น เพราะมันเป็นค่าเสี่ยงชีวิตและค่าจ้างให้รับผิดชอบผู้โดยสารทั้งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย (ขอไว้อาลัยให้เพื่อนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุวันทูโกไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะค่ะ) อีกประการหนึ่งคือ ที่นี่จะให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ ตามรหัสอาวุโส คือใครทำงานนานกว่าหรือได้คะแนนสอบมากกว่าก็จะได้รหัสสูงกว่า ฉันจะได้มีโอกาสกลับบ้านบ่อย ๆ อ่ะ คิดถึงคนที่บ้านจะแย่อยู่แล้วววววววววววววว
    November 22

    คิดถึงคนบนฟ้า

    ใกล้ถึงวันเกิดแล้ว แต่ปีนี้ไม่เหมือนปีก่อน ๆ เลย ฉันไม่มีรายการของขวัญที่อยากได้ ทุกอย่างดำเนินอย่างช้า ๆ ทั้งที่ที่ฉันกำลังเรื่มงานใหม่
    แต่ฉันไม่ตื่นเต้นเลย เรื่อย ๆ เปื่อย ๆ
     
    เมื่ออาทิตย์ก่อน ไปเจอแหวนของพ่อที่พ่อใส่ประจำ อุ๊เอามาใส่แล้วรู้สักเหมือนมีพ่ออยู่ด้วย อุ๊จะติ๊ต่างเอาว่าเป็นของขวัญวันเกิดจากพ่อนะค่ะ
     
    หืมมม แล้วก็นึกถึงพ่อขึ้นมา วันที่ 5 เดือนหน้าก็วันพ่อ และวันอาทิตย์แรกของเดือนธันวาคมทุกปีก็เป็นวันเสกสุสานที่พ่อถูกฝังอยู่ เพราะฉะนั้น
    วันเกิดของฉันก็เป็นเหมือนสัญญาณเตือนวันอีกสองวันนี้ใกล้เข้ามาอีกหนแล้ว ... พ่อเป็นเหมือน Idol ของเราเลยนะ เหมือนแม็กไกเวอร์ ทำได้
    ทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะซ่อม ประดิษฐ์ของเล่นให้พี่เอกับเราหรือของใช้ในบ้านเสมอ พ่อชอบตีกลองชุด เป็นหนุ่มหล่อประจำจังหวัดเลยนะ หล่อจนเรา
    ก็เคยหลงรักเลยทีเดียว  ถึงแม้พ่อจะเจ้าชู้โคตร แต่ตอนที่มาชอบแม่นะ พ่อก็ไม่หยาบกระด้างและมีรักที่จริงใจนะ พ่อโรแมนติคสุด ๆ เลย บ้านแม่เรา
    เป็นบ้านสวนอยู่ตรงบางนา-ตราด กม. 8 สมัยก่อนรถประจำทางจะหมดตอน 2 ทุ่ม แต่ด้วยความที่พ่ออยากอยู่ทานข้าวกับแม่และครอบครัวแม่นาน ๆ
    พ่อยอมเดิน 8 กิโลทุกวีนโดยไม่บ่นเลย จนแม่ใจอ่อน แถมนะ แม่บอกว่าจะไม่แต่งงานกับคนนอกศาสนา พ่อก็ยอมไปเรียนคำสอนและเปลี่ยนศาสนา
    เป็นคริสตศาสนิกชนเต็มตัว ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อน พ่อเราเป็นนักเลงพระเลยนะ เลี้ยงกุมารทองด้วยอ่ะ น่ารักไหมหล่ะ คนเล่นของ..... 555
    พ่อสอนอารายฉันหลายอย่าง ฉันร่างกายอ่อนแอมาแต่เด็ก ใจเสาะด้วย พ่อก็สอนว่าถ้าลูกออกแรงมากไม่ได้ ก็ให้ออกความคิดให้มากแทน
    พ่อสอนเรื่องการใช้จ่ายขอฉันด้วย ฉันมือเติบมาแต่เด็ก ไม่ค่อยมีเงินเก็บเท่าไร พ่อก็สอนว่าถ้าประหยัดไม่ได้ ก็ต้องหาให้ได้มากขึ้นแทน
     
    พ่อเป็นมะเร็งปอดขั้นที่ 3 ตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว ปาฏิหารย์มากที่พ่อยังอยู่กับพวกเราถึงขนาดนี้ได้ แต่การรักษาก็ใช้เงินไม่น้อย พูดตามจริงคือเกือบทั้งหมดที่
    เรามี พอมาตรวจว่าพ่อเป็นอีกครั้ง พ่อจึงไม่อยากรับการรักษาเท่าไร พ่อคงคิดว่ารักษาอีกก็หมดอีก เอาเก็บไว้ให้พวกเราดีกว่า นั่นคือการเสียสละของพ่อ
    ส่วนตัวอุ๊เองก็หาทางไปเมกาเพื่อทำงานให้มาก จะได้เอาเงินมารักษาพ่อ วันที่จะเดินทางไปเมกาอุ๊ไปหาพ่อที่ห้องถามว่าถ้าพ่อไม่ให้ไป อุ๊ไม่ไปก็ได้ อยู่กับพ่อ
    แต่พ่อสัญญาว่าพ่อจะรออุ๊กลับมา พ่ออยากให้ไป อุ๊กอดพ่อ จูบพ่อ แต่ไม่คิดว่านี่จะเป็นการจูบลาและการพบกันครั้งสุดท้ายของเรา อุ๊โทรกลับมาบ้าน พ่อไม่
    เคยรับสายเลย แม่บอกว่าพ่อสบายดี แต่หลับอยู่ แต่ที่จริงคืออาการพ่อไม่ดีเท่าไร แต่ไม่อยากให้อุ๊เป็นห่วง พ่อกลัวจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ถ้าเราได้คุยกัน จนพ่อ
    จากไป อุ๊เป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่อง แม่ไม่อยากบอกเพราะพ่อสั่งไว้ จึงเก็บข่าวไว้จนใกล้วันฝังอุ๊จึงได้รู้ขณะที่ทำงานกะดึกอยู่ประมาณตี 2 และต้องตัดสินใจว่า
    จะมาเมื่องไทยเลยไหมในคืนนั่น มันค่อนข้างยากที่ต้องเลื่อนตั๋วเครื่องบินกระทันหัน ลาออกจากงาน และกลับเมื่องไทยทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ work permit มัน
    อาจทำให้เรากลายเป็นแรงงานเถื่อน และการกลับมาก็ไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นเลย เพราะมาได้ดูว่าพ่อถูกฝังอย่างไร ได้เห็นแค่ร่างที่ไร้วิญญาณเท่านั้น ถ้าหากการ
    กลับมานี้จะได้ดูใจพ่อเป็นครั้งสุดท้าย อุ๊จะไม่ลังเลเลยแต่นี่มันไม่ทำอารายให้ดีขึ้น อุ๊เองที่เจ็บมาก มันทรมานนะที่ได้รู้ว่าความพยายามที่จะทำงานหาเงินได้มาก ๆ
    เพื่อมารักษาพ่อก็สูญเปล่า เขาไม่อยู่แล้ว เงินที่ได้มาไม่ช่วยอะไร ความเสียใจคือทำไมเราไม่ได้อยู่กับพ่อ ดูแลพ่อจนวาระสุดท้ายของท่าน คนเรามีทางเลือกได้
    เท่าไร เพื่อนบางคนที่มหาลัยบอกว่า ถ้ามันเป็นเรามันจะกลับทันทีแต่ที่อุ๊ไม่กลับเพราะอยากได้เงินมาก ๆ และไปเที่ยว อุ๊ก็เคืองนะที่ได้ยิน แต่คนเราไม่มีใครเข้าใจ
    ใครจนกว่าจะได้เจอกับตัวเอง เขาตัดสินจากมุมมองคนนอก บางครั้งอารมณ์ก็อยู่เหนือเหตุผล อุ๊ยอมรับว่าไม่อยากกลับเพราะคิดว่าไหน ๆ ก็ทำอะไรให้ดีขึ้นไม่ได้
    ก็ทำงาน พ่อจะได้เห็นว่าอุ๊ทำให้ครอบครัวเราสบายขึ้น และต่อแต่นี้ไป อุ๊กับเอจะดูแลแม่เอง
     
    วันที่กลับมาเมืองไทย คิดว่าเราเข้มแข็งขึ้นบ้างแล้วที่จะยอมรับการจากไปของพ่อ แต่พอถึงหน้าบ้านน้ำตาก็ไหลเป็นทางเลย จะให้กลั้นยังไงไหว เพราะภาพที่เห็นหน้าบ้าน
    คือกอต้นเบิร์ดใหญ่ คืออุ๊เคยพูดกับพ่อตอนก่อนไปเมกาว่าอยากปลูกต้นเบิร์ดไว้หน้าบ้าน อุ๊ชอบ พ่อใส่ใจแม้เรื่องที่เล็กน้อยที่สุด พ่อรักษาสัญญาเสมอ แม่บอกว่า
    ตอนที่พ่อเรื่มป่วยหนัก พ่อก็ยังจะปลูกมันแล้วบอกว่าจะทำให้อุ๊ อุ๊กลับมาจะได้ดีใจ นั่นคิอสิ่งสุดท้ายที่ได้รับจากพ่อ มันไม่มีราคาแต่มีค่าทางจิตใจจัง....
     
    แต่คนเราไม่มีใครดีพร้อมหรอกเนอะ พ่อเราก็มีข้อเสีย รู้ไหมพ่อไม่เคยจำวันเกิดอุ๊กะเอได้เลยนะ ไม่เลยสักปีเดียว จำอายุก็ไม่ได้ เวลาใครถามว่าอุ๊เออายุเท่าไร
    พ่อจะตอบผิดตลอด จนพวกเราน้อยใจ และพ่อบอกว่าอย่างไรรู้ไหม พ่อบอกว่าทุกวันที่พ่อได้อยู่กับพวกเราคือวันพิเศษเสมอ เพราะฉะนั้นวันเกิดจึงไม่ได้สำคัญกว่าวัน
    อื่น ๆ เลย เราก็รู้ว่าพ่อแก้ตัวนะ แต่คำตอบพ่อน่ารักจนเราหายโกรธได้ทุกที อุ๊รักพ่อค่ะ  เสียดายที่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย อุ๊ก็ไม่มีพ่ออยู่ข้าง ๆ เหมือนก่อนอีก อุ๊ก็อยากทำ
    วันทุกวันกับคนรอบข้างให้เป็นวันพิเศษเหมือนอย่างที่พ่อทำได้จัง ทุกวันนี้เพื่อนร่วมงานพ่อและทุกคนที่รู้จักพ่อ พอพูดถึงพ่อเขามักจะร้องไห้ เขาว่าพ่อดีกับเขามาก
    ถ้าคนเราตายไปแต่ยังมีคนรัก คนนึกถึงก็น่าภูมิใจเนอะ อุ๊ดีใจแทนพ่อและภูมิใจในตัวพ่อค่ะ ถ้าหากตัวอุ๊จะมีความดีอะไรให้น่าภูมิใจได้ มันมาจากหนึ่งในร้อยของพ่อค่ะ
     
    ..... ถึงคนที่ได้มาอ่าน ไม่อยากให้ซีเรียสกันนะ แต่เราคิดถึงพ่ออ่ะ ไม่รู้จะไประบายที่ไหนดี ทนอ่านหน่อยนะ ......
     
     
     
     
    November 17

    ข้อความ...ที่ไม่เคยได้ส่ง

    ไม่ได้คุยกันมากี่วันแล้วน้า เริ่มนับมือ 3 วันแล้ว
    แต่ถ้าจะพูดจริง ๆ คือไม่ได้คุยกันมาเป็นเดือนแล้ว เพราะเราคุยกันแค่ไม่เกิน 5 นาทีว่ากลับถึงบ้านแล้ว ง่วง ไปนอนนะ 
    แต่ไม่เคยรู้เรื่องส่วนตัวกันเลยว่าอุ๊หรือเขาทำอารายมาบ้างวันนี้ เหนื่อยไหม แล้วพรุ่งนี้หล่ะต้องทำอาราย
     
    มันกลายเป็นคนแปลกหน้ามากกว่าจะเป็นเพื่อนอีก นี่หล่ะมั้งสิ่งที่เขาต้องการ
    ยิ่ง 3 วันมานี้ ยิ่งแย่ ไม่โทรมาเลย เราโทรไปหาก็ไม่รับ ไม่โทรกลับ ไร้ตัวตน
     
    เขาเหมือนเดิมจริง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย
    เพราะตั้งแต่เราเป็นแฟนกีนจนตอนนี้เป็นเพื่อน(สนิท)กัน เค้าเคยใจดำยังไง ก็ยังใจดำอย่างนั้น
    เคยเห็นแก่ตัวยังไง ก็เป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยน หรือสัจธรรมที่ว่าอาราย ๆ ก็เปลี่ยนไปจะไม่จริง
    ไม่สิ ต้องพูดว่าสิ่งที่ดี ๆ หน่ะไม่จีรัง ไม่มีอารายเป็นของเราโดยถาวร แต่ความชั่วเนี่ย อยู่คู่มนุษย์เป็นสัจธรรมต่างหาก 
     
    เก่งไง เพราะไม่อยากโทรไปหาเขาไง เป็นเพื่อนกัน จะด่าก็ไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ เพราะเพื่อนเขาไม่ต้องคุยกันทุกวันก็ได้
    ไม่ต้องรายงานด้วยว่าไปทำอาราย ที่ไหน กะใคร เขาเลยอยากเป็นเพื่อนไง ... พูดอารายไม่ได้ เลยมาระบายในนี้ไง
    จะได้ไม่บ้าไปเสียก่อน เพราะถึงเราบ้า เขาก็ไม่แคร์ ไม่เสียใจหรอก แต่คนที่รักเราจะลำบาก ไม่บ้าดีกว่า

    My Forever Friends

    Yesterday I read Pupae’s space,  I was full of joy and impression.

    If anyone asks me, when was my best time in life ?

    I would suddenly say that it was the time in Holy fence with all my best friends.

    You’re not just a part of my life but all of you are my best friends of any time forever…

     

    “As we go on, we remember all the time we had together…

    As our lives change, come whatever, we will still be friends forever …”

     

    I did not love you, I do not love you … but …

    I have been loving you day by day…

     

    Just to let you know...

    When I was broken heart or feel lonely, you guys were always there by my side and made me feel that

    life would treat me the better tomorrow... Thanks for your undy and being there when the one who should, didn't show up. Love ya... 

    November 14

    Season change

    ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไร เหมือนช่วงขาลงของคนรักทุกคู่ หรือจะว่าไปแล้วมันทำให้เห็นสัจธรรมว่าไม่มีความรักของใครคนไหนที่จะดีไปซะทุกวันได้หรอก
    มันต้องมีอุปสรรค ความไม่เข้าใจให้ได้เรียนรู้และปรับตัวเข้าหากันต่างหาก แต่อย่างบางคู่หรือคู่เราเองก็เหมือนกันที่อาจจะมาถึงวันหมดอายุกันได้
    เพิ่งรู้เหมือนกันว่าความรักก็มีวันหมดอายุกับเขาด้วย และรักก็ออกแบบไม่ได้เสียด้วย ว่าจะให้เป็นไปอย่างไร เพราะเป็นเรื่องของคนสองคนที่ต้องสร้าง
    หรือออกแบบไปพร้อม ๆ กัน หากคนหนึ่งคนใดเหนื่อยเกินกว่าจะสานต่อหรืออยากไปออกแบบร่วมกับคนอื่นแล้ว มันก็กลายเป็นตึกร้างอยู่ดี เหมือนเช่นเรื่องของเรานี่แหละ
     
    มาย้อนอดีตกันดีกว่า...
    รักครั้งแรก ป๊อปปี้เลิฟของเรา เกิดขึ้นตอนเรียนปี 1 เทอม 2 คือเราเป็นเพื่อนกัน ขอใช้นามสมมุติว่า "เอ" ละกัน (ตอนนี้คุณรู้สึกเหมือนกำลังอ่านพอกเก็ตบุ๊คป่าวอ่ะ อือิ)
    เพื่อนสนิทเราบอกว่าเขาน่ารัก มีน้ำใจ เราก็เลยลองไปขอยืมยางลบดู แม่งไม่เห็นเป็นอย่างว่า กระด้างมาก ไม่น่ารักเล้ย เราเลยแนะเพื่อนไปว่า เพื่อนเขาน่ารักกว่าอีก ผลสรุป
    คือเราเป็นแฟนกะเขา ส่วนเพื่อนเราก็เป็นแฟนกะเพื่อนเขา 555 สรุปแล้ว เขาน่ารักกว่าเพื่อนหลายขุมจริงๆ 555 ฉันได้เพชรเม็ดงามมาทีเดียว เขาน่ารักอย่างไรหน่ะหรอ
    มันเป็นแบบบริสุทธิ์มาก ๆ เลย คือเขาจะโทรหาเราทุกวัน วันละ 5 ครั้ง คือ เช้า ก่อนเที่ยง บ่าย 2 5 โมง และ 2 ทุ่ม เป็นแบบนี้ทุกวันหยุด เพื่อแค่ถามประโยคบ้าน ๆ ว่า อยู่ที่ไหน
    ทำอะไรอยู่ และก็คิดถึงนะ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่โทรหา น่ารักไหมล่ะ ส่วนวันเรียน เราจะไปถึงห้องเรียน 7 โมงทุกวันเพื่อทำการบ้าน เขาหน่ะหรอ ไม่ทำหรอกการบ้านแต่ไปนั่นเฝ้า
    เราหน้าห้องทุกวัน แล้วก็ตะโกนคุยกัน เพราะตอนนั่นเราเด็กมากเหมือนกัน คิดว่าแค่กอดกันก็ท้องได้คิดดูดิ เลยไม่กล้าอยู่ใกล้เขาเลย การใกล้ชิดกันที่สุดของเราคือตอนที่เขา
    จูงมือเราข้ามถนนที่หน้าเวิล์ดเทรด นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราจับมือ เป็นไงล่ะ คุณเริ่มหลงรักคุณเอในความเป็นสุภาพบุรุษแล้วสิ นั่นแหละคือเหตุผลที่หลังจากเราเลิกกัน ฉันไม่มองใครอีกเลย รอแต่เขาอยู่ประมาณ 5 ปี เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอ เจอกันบ้าง เดือนหรือสองเดือนครั้ง จนกระทั่งเขาไปคบคนอื่นที่ใช่ เพื่อนฉันโทรมาบอก ฉันร้องไห้กลางตลาดเลยอ่ะ ไม่อายผู้คน เศร้ามะ แต่ไม่โกรธนะ ไม่รู้ทำไม อาจเป็นเพราะหลังจากนั่นสองสัปดาห์เราไปตรอกข้าวสารกัน ฉันเห็นเขาโทรหาแฟนเขาทุกครึ่งชั่วโมงและทุกครั้งที่คุยกันเขาก็ยิ้มเสียจนหน้าบาน มันทำให้ฉันคิดว่า ถ้าเขาอยู่กับฉัน ฉันอาจไม่สามารถทำให้เขามีความสุขได้เท่านี้ ความรักที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นแฟนกันเสมอไป ความเป็นเพื่อนก็เป็นความรักอีกแบบที่ยืนยาวกว่ามาก
     
    อันนี้ไม่เรียกว่ารัก แต่ฉันดันใช้คำว่าแฟนด้วย "บี" หน้าตาดี จบจากอัสสัม บางรัก ตอนที่เราคบกันเขาเรียนนานาชาติจักรวาลที่โคราช เป็นนักแต่งและแข่งรถ เป็นลูกชายนายทหารระดับนายพลที่คุมภาคอีสานทั้งหมด เห็นไหมว่าเขาหน่ะ สุดยอดเท่ห์เลยเนอะ แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ฉันคบเขานะ แต่เป็นเพราะฉันบอกให้เป็นเพื่อนแล้วเขาบอกว่าไม่เอาไม่เป็นเพื่อน แล้วฉันกลัวเสียเขาไป ความคิดโง่ ๆ อีกแล้ว เราเลยคบกัน เขาขับรถมาหาฉันทุกอาทิตย์ คุยกันเรื่อยเปื่อย เขาพาฉันไปบ้านเจอแม่เขาด้วย (แต่ฉันก็เอาพี่ไปด้วยเพราะไม่ไว้ใจมันเท่าไร) กระนั่น มันยังไม่มีความเกรงใจอีก มือปลาหมึกมากกกกกกกกกกกก โคตรเกลียดเลย พยายามหาทางเลิกโดยเร็วที่สุด รวมเวลาคบกันได้ 1 เดือน โล่งใจ หลังจากนั้น ฉันได้เรียนรู้ว่าฉันไม่ได้ต้องการผู้ชายที่ดีพร้อม แต่คนที่ฉันตามหาคือคนที่เป็นสุภาพบุรุษ คนที่อบอุ่นเมื่อยามอยู่ใกล้ และพร้อมจะอยู่เคียงข้างฉันตลอดไปต่างหาก
     
    คนนี้ก็ไม่ใช่แฟนและก็ไม่ได้รักแบบคนรักนะ "ซี" เขาดีมากกกกกกกกกกก ครอบครัวฉันรักเขามาก ส่วนฉันหน่ะ รักเขาแบบพี่ชายมากกว่า อาจเพราะอายุเราต่างกันมาก เขาดูแล เอาใจใส่ อบอุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้ เขามักจะตื่นสายเสมอ ส่วนฉันที่ไปทำงานพร้อมคุณพ่อต้องถึงที่ทำงาน7โมงทุกวัน เขาก็น่ารัก ไปอยู่เป็นเพื่อนทุกเช้า พร้อมช็อกโกแลตที่ฉันชอบให้บนโต๊ะทุกวัน น่ารักไหมหล่ะ นั่นยังไม่หมด บ้านเขาอยู่นนทบุรี บ้านฉันอยู่สมุทรปราการ เขาส่งกลับบ้านทุกวันจนใคร ๆ แซวว่เขาขับรถท่อง 3 จังหวัดทุกวัน เขาตีกลองชุดเหมือนพ่อฉันเลย เขาหวังว่าสักวันจะได้ออกเทป ฉันก็ยังภาวนาจะได้เห็นเขาทำความฝันให้เป็นจริงจนทุกวันนี้ เขาโรแมนติคด้วยนะ เขาให้เพลง Better man ของ Robbie Williams กับฉัน ทำให้ฉันยังคงหลงรักเพลงนี้ทุกครั้งที่ได้ฟัง ในวันวาเลนไทน์ เขาให้สร้อยทองคำขาวพร้อมจี้เพชรรูปหัวใจกับฉัน และขอฉันเป็นแฟน รู้ไหมฉันตอบเขาว่าอย่างไร เป็นอย่างนี้หน่ะดีแล้ว ไม่ผูกมัดกัน ถ้าใครเจอคนที่ดีกว่าก็จะได้ไม่ลำบากใจ เพราะฉันคงไม่สามารถจริงจังหรือแต่งานกับใครได้ตอนอายุ 19 ปีหรอกนะ ฉันยังมีสิ่งที่อยากทำ ความฝันที่ต้องตามหาอีกมาก (ตอนนั้นแนเครียดมาก เพราะเห็นว่าเขาเริ่มจะมองหาเรือนหอ ถ้าฉันไม่ตัดไฟแต่ต้นลม เราอาจเสียใจกันภายหลัง) อีกไม่กี่เดือนต่อมา ฉันก็ไปเรียนต่อ เราเริ่มห่างกัน เขาก็เหมือนว่าจะมีคนใหม่ เราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ... คนเรานี้ก็แปลกนะ มีคนดีดีทำไมไม่รัก ... ฉันนี่แหละ ตัวอย่าง
     
    ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอีก 4 ปี มีคนมากิ๊กมากั๊กมากมาย ตั้งแต่เพื่อนร่วมรุ่น ทอม รุ่นพี่ รุ่นน้อง ไปจนถึงเดือนคณะดุริยางค์ที่ทั้งร้องเพลง เล่นเปียโน เนกีต้าร์ให้ฟัง จนเพื่อน ๆ น้อง ๆ อิจฉากันทั้งคณะ หรือหนุ่มเซอคณะจิดกำที่เพิ่งมารู้ว่าดังมากกกกกกกก เยอะจริง ๆ นะ ไม่ได้โม้ จนเพื่อนสนิทฉัน "พิก" แซวว่าอุ๊แกมีคนจีบเยอะ แต่ต้องเน้นคุณภาพนะไม่ใช่ปริมาณ 555 ฉันก็ยังไม่ตกลงปลงใจเสียที มาถึงตอนนี้ คุณคงอยากอ๊วกเนอะ ฉันพูดเหมือนสวยเลือกได้ แต่ก็ป่าวนะ ไม่ได้สวยมาก หุ่นก็ไม่ดี ขาก็โต ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันนะ อาจเป็นเพราะคุยสนุก ชอบแต่งตัวมั้ง เลยดูน่าสนใจ
     
    จนชีวิตมาพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต คือคุณพ่อเสีย ฉันเริ่มเหมือนเรือไร้เข็มทิศชี้ทาง ขาดความอบอุ่นอย่างแรง คุยกับพ่อทุกคืนก่อนนอนว่าอยากให้พ่อส่งใครที่พ่อเห็นว่าดีมาให้หน่อย ฉันต้องการความรัก การเอาใจใส่เหมือนอย่างที่พ่อเคยให้ ฉันก็ได้เจอเขาไม่กี่สัปดาห์ต่อมาหลังจากกลับมาจากอเมรืกา "ดี" เขาเหมือนเจ้าชายในชุดขาว หล่อ สุภาพ น่าค้นหา น่าอยู่ใกล้ เราเจอกันในงานของมหาลัย เหมือนละครน้ำเน่าเลยอ่ะ ฉันเป็นพิธีกร ส่วนเขาพายเรือให้ฉันนั่ง ฉันรู้สึกเหมือน Love at first sight เราไม่มีโอกาสรู้จักกันในวันแรกที่เจอกัน แต่ต่อมาอีก 10 วัน ฟ้าก็เป็นใจ อิอิ ก็คุยกันเรื่อยมาจนเป็นแฟนกันในที่สุด เขาเหมือนพ่ออุ๊มากนะ แม่ก็บอก สุภาพแต่ปากห__ แบบชอบแซวไง น่ารักดี ทำให้คนอื่นหัวเราะได้ แต่บางครั้งก็ชอบฟัง เพราะอุ๊ชอบพูดไง เลยอยากให้มีคนฟังอ่ะ เขาทำให้อุ๊รู้สึกอยากอยู่กับเขาตลอดไป อบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้ เราทำหลายอย่างด้วยกันตลอดเวลา 1 ปีที่คบกัน เพื่อนอุ๊ว่าอุ๊คบเขาเพราะเขาหล่อ แต่อุ๊ว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะอุ๊จับมือเขาแล้วอุ่นเหมือนตอนจับมือพ่อต่างหาก
    คนที่พร้อมจะอยู่กับฉันทุกสัปดาห์ที่กาญจน์ หากฉันต้องไปทำงานกับท่านมุ้ย
    คนที่โดนทำโทษ โดนกัก เพราะแอบคุยโทรศัพท์หาฉัน
    คนที่ยืนตากฝนรอฉัน 2 ชม.ในชุดขาวใหญ่
    คนที่นอนกุมมือฉันตลอดทั้งคืน แม้เขาจะนอนที่พื้นและฉันนอนบนเตียงที่พัทยา
    คนที่ไม่ห่วงตัวเอง ช่วยชีวิตฉันที่ปาย
    คนที่ขับมอไซด์หน้าดำมารับฉันที่สีลมเสมอ ๆ
    คนที่ซักถุงเท้า นวดเท้า อุ้มฉัน ดูแล ถือกระเป๋าทุกใบให้ฉันเมื่อเราไปภูกระดึงด้วยกัน
    คนที่ไปนครปฐมเพื่อแสดงความยินดีและโกลกผมให้ฉันเกือบทั้งคืน
    คนที่อดค่าขนมทั้งเดือนเพื่อซื้อดอกไม้ช่อใหญ่ให้ฉัน
    คนที่ร้องเพลงกล่อมฉันนอนทุกคืน
    คนที่สัญญาว่าเขาจะไม่มีวันทิ้งฉัน
     
    เขาไปอยู่ที่ไหนแล้ว ...
    ตอนนี้ ชีวิตฉันเหลือแค่...
    คนอีกคนที่ไม่จริงใจ
    คนที่พยายามผลักไสให้ฉันไปเจอคนใหม่ที่ดีกว่า
    คนที่พูดว่าเขาจริงใจแต่ไม่จริงจัง
    คนที่เย็นชาและไม่รักกันอีกแล้ว
    คนที่ขอให้เราเป็นเพื่อนสนิทกัน เพื่อเขาจะได้ดูแลฉันตลอดไปได้ โดยไม่สูญเสียอิสรภาพในการที่จะคบคนอื่น
    คนที่พร่ำสอนให้ฉันรักให้เป็น ด้วยการรักด้วยสมอง แบ่งครึ่งใจไว้รักตัวเอง
     
    มันน่าดีใจไหมที่จู่ ๆ เราก็ได้เพื่อนสนิทเพิ่มมาอีกคน
    มันทำให้คิดได้ว่าไม่มีอารายในโลกที่จีรังไปตลอดได้หรอก แล้วก็ไม่มีรักของใครคนไหนที่จะดีทุกวัน นึกถึงเพลงนี้เลยอ่ะ
     
    หมุนเวียนกันไป สัจธรรมก็คือเปลี่ยนไป ไม่เห็นมีใครไม่เป็นเหมือนอย่างนั่น เนิ่นนานก็กลาย
    เพราะโลกใบนี้ แม้จริงก็ยังหมุน จากร้อนไปเป็นเหน็บหนาว เหมือนกับความรักคงไม่มียืนยาว นานไปเขาก็เปลี่ยน
    เราที่เจ็บ เจ็ยที่ยังรักไม่เปลี่ยน ...
     
    ฉันได้เรียนรู้การสูญเสียอีกครั้ง ฉันรู้สึกเจ็บเหมือนตอนสูญเสียพ่อ เพื่อนฉันก็ว่าว่ามันไม่เหมือนกันเลย เพราะเขาไม่ได้ดี เทียบไม่ได้กับพ่อเลย
    แต่ฉันไม่รู้หรอก รุ้แค่รัก ไม่อยากสูญเสีย เจ็บปวด เพราะอะไรหน่ะหรอ เพราะฉันนั่นแหละที่เอาชีวิตตัวเองไปผูกกับเขามากเกินไป ฉันเคยบอก
    เขาว่าฉันเหมือนต้นไม้ หยั่งรากกะใครก็จะอยู่ตรงนั้นตลอดไป เพราะฉะนั้นขอให้เขาช่วยรดน้ำพรวนดินด้วย เพราะไม่งั้นฉันก็คงตายไปช้า ๆ
    เหมือนตอนนี้แหละ
     
    เฮ้อ มันทำให้ฉันเข้าใจความแตกต่างระหว่างรักแบบเด็ก ๆ กับรักแบบผูกพันมากขึ้น เพราะสมัยก่อนกับเอ ฉันเสียใจที่เขารักคนอื่นแล้วก็จริง
    แต่ยินดีด้วยที่เขาได้เจอสิ่งที่ดีกว่า เป็นเพื่อนกันได้ แต่กับรักครั้งนี้ ทำไมฉันทำแบบนั้นไม่ได้เลย ฉันยังเว้าวอนเฝ้ารอให้เขากลับมา และพร้อม
    จะทำทุกอย่าง ร้ายอย่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพื่อให้เขากลับมา แต่ท้ายที่สุดฉันก็รู้ดีว่า รักออกแบบไม่ได้ และไม่มีใครสามารถบังคับใจใครให้มา
    รักเราได้หรอก ฉันแค่หวังว่า ฉันคนเดืมที่เข้มแข็ง มองโลกในแง่ดีจะกลับมาไวไว แล้วความคิดแค้นเจ็บช้ำนี้จะซึมหายไปได้เสียที ฉันอยากให้
    ชีวิตเราสองคนเป็นเส้นขนานกันไปเรื่อยๆ แม้อาจจะไม่มาบรรจบกันอีก แต่ก็ยังมีกันและกันแม้ในฐานะเพื่อนสนิทก็ตามที เพราะแค่ฟ้าและพรหมลิขิต
    ให้เราได้มาเจอกันก็ดีเท่าไรแล้ว อย่างที่เพื่อนฉันอีกคนเคยบอกให้ฟังว่า เขารักผู้ชายคนนึงที่กำลังจะแต่งงานและไม่มีวันที่จะมาจริงจังกับมัน แต่มันก็
    ยังเลือกที่จะรักเขาต่อไป เพราะอะไรหน่ะหรอ เพราะมันว่า ขอให้ได้รัก ได้มีความสุขกับคนรักสักครั้งในชีวิตแม้เป็นเพียงเวลาอันสั้นก็ยังดีกว่า คนที่ไม่
    เคยได้เรียนรู้เลยสักครั้งในชีวิตว่ารักแท้มันเป็นอย่างไร คนแบบไหนที่น่าเสียใจกว่ากัน ... ฉันเริ่มมองโลกในแง่ดีบ้างแล้วใช่ไหม? ฉันเริ่มไม่โกรธ
    เขาแล้วหล่ะ ...
     
    มาถึงตอนนี้ คุณคงอยากรู้แล้วสิว่ารักครั้งใหม่ของฉันจะเป็นอย่างไร 555 เสียใจด้วย ยังไม่มีค่ะ โสดสนิท ... แต่ก็มีคนดีดีมาชอบนะ ทำไมยังไม่
    ตกลงปลงใจหรอ เพราะว่าฉันเข็ดหน่ะสิ แล้วก็อย่างที่บอกฉันหยั่งรากไปแล้ว กว่าจะถอนมันออกมาได้คงต้องใช้เวลา ไม่อยากใช้ใครมาแทนใคร เพราะ
    คนเป็นสิ่งเดียวในโลกที่ไม่มีวันเหมือนกันได้เลย และข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือฉันไม่สามารถทำตามสิ่งที่เขาคนนั้นสอนได้ว่าให้ใช้สมองรักใคร
    เพราะมันใจดำและแห้งแล้งเกินไป ฉันไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นเหมือนฉันในทุกวันนี้ก็เท่านั้นเอง ...
     
    ไว้ความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ใด ๆ เกิดขึ้นจะมาเล่าให้ฟังนะค่ะ ... ไปแล้วดีกว่า เหอะ เหอะ
     
    November 06

    ลอยกระทง ปี 2549

    เมื่อวานเป็นวันลอยกระทง ก็ไปช่วยเพื่อนสนิท ดากานดำทำงานต้อนรับลูกค้าที่ร้านอาหารกลางน้ำของมันและก็ไปลอยกระทง...
    ... วันเพ็ญเดือน 12 น้ำนองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริงวันลอยกระทง ...
    แหงนมองฟ้าแล้ว พระจันทร์สวยจัง พี่เอบอกว่าถ้าเราขอพรอะไรจากพระแม่ธรณ๊กับพระแม่คงคาปีนี้ จะได้ผลชะงักนักแล
    ว่าแต่อุ๊จะขอพรอะไรดีน้า บางคนบอกว่าขอให้โลกสงบสุข บางคนขอให้รักยืนยาว และกลับบางคนกลับขอให้ได้รักที่ผ่านไปกลับมา...
    อุ๊คิดอยู่นาน เลยขอพรให้คนใกล้ตัวไป 2 ข้อ และขอให้ตัวเอง 1 ข้อ อยากรู้อะจิว่าเราขออาราย
    555 ไม่อยากเล่าเลย น่าอายมากกกกกกกกกกกกกกกก อุ๊ขอให้พระแม่คงคาทำให้อุ๊ว่ายน้ำเป็นเสียที ฉันกลัวน้ำจะตายอยู้แล้ว แต่อยาก
    ไปดำน้ำอ่ะ อยากเป็นแอร์ด้วย ถ้าว่ายไม่ได้ หมดหวังครับ หมดหวัง แล้วมาดูกันดีกว่าว่าพระแม่คงคาจะให้พรชะงักนักจริงไหมน้า... อิอิ
     
    แต่พ่อเคยสอนตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่าไม่มีพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ใดที่จะให้เราทั้งหมด ท่านจะให้ต่อเมื่อเราได้พยายามเองก่อน ดังนั้น
    อุ๊ก็จะพยายามด้วยเหมือนกัน ดีอ่ะป่าวววววววววววววววววววว
     
    October 27

    จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา

    คุณเคยนั่งมองคนนั้น คนนี้ แล้ว อนิจจังสังขารบ้างไหมว่า
    ทำไมน้า ฉันไม่เกิดมาสวยเหมือนคนนั้น ขาเล็กเหมือนคนนี้ ถ้าฉันเป็นแบบนี้ แฟนต้องรักกรูแน่เลย
    ถ้ากรูรวยแบบนั้น จะได้ทำแบบนั้นแบบนี้
    แต่......................................
     
     
    มันก็คงเป็นคำว่า "ถ้า" อยู่ดี If clause เนี่ยสร้างง่ายกว่ารูปแบบประโยคเนอะ มันทำให้คนเราเกิดความทะเยอทะยานยังไงไม่รุ้สิ
    ชีวิตคนเรามันเลิกเกิดไม่ได้หนิเนอะ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกเชื้อชาติ ผิวพรรณ หน้าตาไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะดำเนินชีวิตของเราได้
    ไม่ได้ใครมาเอาชีวิตและอนาคตไปจากเราได้ และไม่มีใครมีมากกว่า เพราะเราทุกคนเกิดมาก็มีเท่ากันคือหนึ่ง ต่อให้คุณรวยเป็นมหาเศรษฐี
    ก็ซื้อชีวิตที่สองไม่ได้ หรือแม้แต่เวลาที่เหลืออยู่สักนาทีกับคนรัก หรือครอบครัว
    ถ้าเช่นนั้น ก็อย่ามัวแต่นั่งมองดูคนอื่น ๆ อยู่เลย มาเริ่มต้นที่ตัวเองดีกว่า มาทำวันนี้ให้เป็นวันแรกของวันที่เหลืออยู่กันดีกว่า
    ว่าไปแล้ว เรามัวแต่มองคนที่ดีกว่าเรา สวยกว่าเรา เก่งกว่าเรา มันก็ดีที่เราได้แรงบันดาลใจให้อยากดีกว่าทุกวันนี้ แต่ให้มันเป็นแค่แรงขับเคลื่อน
    เท่านั้นนะ อย่าเอามาเป็นแรงอิจฉาเลยดีกว่า เพราะบางครั้งการแข่งบุญแข่งวาสนาก็ทำกันไม่ได้หรอก เกิดมาชาตินี้ ทำบุญมากหน่อยก็แล้วกัน
    ชาติหน้าจะได้มีคนอิจฉาเราบ้าง 555 ทีใครทีมัน (คิดอย่างนี้เนี่ยสิ กรูเลยได้แค่นี้ ใจบาปหนาอยู่นะ)
     
     ความรักก็เหมือนกัน ไม่เคยมีครั้งไหนในชีวิตที่ทำให้กรูคิดว่าผิดตั้งแต่เกิดมาก่อนเลยอ่ะ
    ทำไมน้า ทำดีเท่าไร เขาก็ไม่เห็น มีแต่เอาแต่ใจบ้างหล่ะ ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวบ้างหล่ะ พูดจาไม่รู้เรื่องบ้าง เอะ เราพูดกันคนละภาษาเหรอ
    หรือว่าเธอรักฉันน้อยลงกันแน่ ความพยายามที่จะเข้าใจเลยลดลงไปเรื่อย ๆ จนหมดในที่สุด อาจเป็นอย่างที่เพื่อนสนิทฉันคนหนึ่งบอกว่า
    ฉันจะหวังอารายจากคนที่ไม่รักเรา คนที่ไม่ได้เป็นของเราอีกแล้ว .... แค่ได้ยินก็น้ำตาจะไหลเนอะ อย่างว่าและ ไม่มีอารายเป็นของเราโดยถาวร
    ตายไปก็เหลือแต่ตัว เถ้าถ่าน ถ้างั้นมาทำวันทุกวันของเราให้สนุกสุด ๆ เพื่อให้เมื่อวันที่ฉันไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว มองย้อนกลับมาฉันจะไม่มีคำว่า "ถ้า" อีกดีกว่า 
     
    August 17

    My life is not as beautiful as ever...

    เฮ้อ พักนี้ไม่รุ้เป็นไร เลือดลมสูบฉีดไม่ดีหรือไงไม่รู้อ่ะ อารมณ์หงุดหงิดง่ายมาก ปากก็หมา ทำไงดีหว่า อยากเป็นคนมองโลกในแง่ดีกะเขาบ้างอ่ะ เมื่อเช้าอารมณแย่โคตร เพราะต้องตื่นแต่เช้าพานายไปทำใบขับขี่ รถตู้ก็ไม่มา รถเมย์ก็แน่นเว่อ ให้นั่งรถไปอ่อนนุชเพื่อต่อรถไฟฟ้า ก็เป็นการฆาตกรรมตัวเองม้าก มาก เพราะต้อง
    August 16

    It is so much different between love and being loved!!!

    เมื่อวานไปเล่นฟิตเนสกับพี่เอตามปกติ ระหว่างทางจากพารากอนกลับบ้านก็โดยสารรถไฟฟ้า ตั้งสี่ทุ่มกว่าแล้ว คนก็ยังเบียดเสียดยัดเยียดกันน่าดู นี่แหละหนาชีวิตคนเมือง "ใครว่าอยู่เมืองกรูงสบาย ถ้าเลือกได้อยากนอนกลางทุ่งดอกไม้ ฟังเสียงแม่น้ำสบายใจกว่า" แต่พูดก็พูดเถอะ ฉันก็ปากดีไปงั้นแหละ เอาเข้าจริงก็อยู่ได้ไม่นานหรอก เพราะความไม่คุ้นเคยนั่นเอง
    กลับเข้าเรื่องก่อน คือระหว่างรอรถไฟฟ้า อุ๊กับเจ๊เอยืนรออยู่คิวหน้าสุดเลย กะว่าที่เล่นพิลาเต้มาเมื่อย ๆ กรูได้นั่งฉ่ำเลย ที่ไหนได้ พอรถใกล้เข้าชายชาลา นางฝูงกะเทยป่าที่ไหนไม่รู้มาแทรกแผ่นดิน และอากาศหายใจกันเต็ม แม่งหน้าไม่สวย แต่งตัวเสล่อแล้วยังมารยาททรามอีก หน้ามันหน้าเละแบบหลุมอุกาบาศเลยอ่ะ หนังหน้าเหมือนหนังคางคงโคตร พระเจ้าอย่าลงโทษดิฉันเยี่ยงนั้นเลย แล้วผู้หญิงสวย ๆ ใส ๆ เยี่ยงฉันจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อกร มันได้ครอบครองเก้าอี้ไปอย่างน่าเสียดาย เฮ้อ ต่อมาเหล่าสาวบึ๊กทั้งหลายก็เม้าแต่เรื่องผู้ชาย จะกินคนนั้น ขย้ำคนนี้ ปี้ป่นกันไปหมด แต่ที่จะเล่าจริง ๆ คือ เพื่อน ๆ มันแซวนางแมวป่าตัวใหญ่สุดว่า ถ้าใครเอาแกนะ คงเพราะเมายากันยุงมา แต่หลังจากนั่น 5 นาทีมันก็ได้รับโทรศัพท์จากแฟนมันโทรมาจิกอยู่ได้ว่ามันไปไหนอยู่กับใคร ทำไมวันนี้ไม่กลับบ้าน เป็นห่วง อย่าค้างบ้านเพื่อนเลย มันก็รำคาญอารายทำนองนี้ วางสายไป 2-3 ที แฟนมันก็โทรจิกไม่หยุด มันก็ตะโกนด่าหยาบ ๆ บอกว่าอยู่กับเพื่อนขอเป็นส่วนตัวบ้าง เห็นแล้วได้แง่คิด 2 อย่างคือ
    1. คนที่ได้รับความรักเนี่ยมักไม่ค่อยเห็นค่าเนอะ มารู้ค่าก็เมื่อใกล้เสียมันไปหรืออาจเพราะเสียไปแล้วก็ได้
    หากเขาลองหันมองรอบตัวเห็นคนอื่น ๆ บ้างคงดีว่ามีคน ๆนี้อีกคนเนอะที่ไม่มีคนห่วงใยแบบนี้บ้าง
    2. คือ กรูเรื่มหยิบกระจกมาส่องหน้าตัวเองว่าเด๋วนี้กรูหนังหน้าแย่กว่าคางคกอีกหรอวะ ทำไมนางคางคกมันยังมีคนห่วงใยกลัวใครมาทำให้มีอันเป็นไปได้ขนาดนี้แล้วกรูหล่ะ เฮ้อ เศร้า
    August 04

    Happy Graduation Day to ME

    และแล้ววันเวลาแห่งการรอคอยก็มาถึง หลังจากการศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ในรั้วอันอบอุ่นของบ้านศิลปากรมา 4 ปีเต็ม
    ได้เรียน ได้เล่น ได้เป็นอย่างที่อยากเป็นแต่ไม่เคยได้แสดงออกเท่านี้ เพิ่งรู้ตัวว่าชอบอะไร บ้าได้ขนาดไหนก็เมื่อมาอยู่ที่นี่
    มีเพื่อนรักและรักเพื่อน มิตรภาพบางครั้งก็ไม่ยั่งยืน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหวังว่าเราจะยังคิดถึงกันเสมอ ...
     
    มีสิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายและเสียใจอยู่คือ ความพยายามที่จะคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 มาให้ได้ เพราะเคยได้สัญญากับพ่อไว้
    แต่พอได้มาจริง ๆ พ่อกลับไม่อยู่ตรงนี้ร่วมภาคภูมิใจเสียแล้ว แต่เชื่อเสมอว่าพ่อจะรับรู้และเฝ้ามองอุ๊อยู่จากมุมใดมุมหนึ่งบนฟ้าไกล
     
    ชีวิตคนเราเนี่ยมันหลายขั้นหลายตอนจริง ๆ เลยเนอะ จากวัยเด็กสู่วัยรุ่น เรื่มมีความรัก ความสัมพันธ์ และต่อมาพอเรียนจบก็ออกไปเผชิญโลกพร้อมความรับผิดชอบ
    ที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ในวัยทำงาน มีครอบครัว และมีลูก ไปจนแก่และตาย แต่สังเกตไหมไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด อายุเท่าไร สังคมใด ๆ ทุกคนล้วนต้องการสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน 2 อย่าง คือ ความยอมรับและให้เกียรติ กับ ความรัก อย่างที่มีเพลงบอกว่า "โลกหมุนด้วยความรัก" อุ๊ว่าจริงนะ ถ้าคนเราไม่มีความรัก ลมหายใจอาจไม่มีความหมาย เพราะถ้าต้องหายใจตามลำพัง หลับอย่างสุขใจใหล้คนรักคงเป็นที่ต้องการมากกว่า (ไม่ได้หมายถึงแค่รักแบบสาวหนุ่มนะ แต่หมายถึงความรักทุกรูปแบบเลย)
     
    ที่พูดมาเพราะนึกถึงพ่อและรับรู้ความรู้สึกจากแม่ที่ยังร้องไห้ทุกครั้งที่พูดถึงพ่อ อย่างนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกกันว่า "รักแท้"
     
    ... คงจะมีรักจริงรออยู่ที่ดินแดนใดสักแห่ง คงมีใครสักคนรออยู่ตรงนั้น
    คงมีความหมายใดซ่อนอยู่กับการรอคอยที่แสนนาน คงจะมีสักวันฉันคงได้เจอ ... 
      
    แหะ แหะ อารายของฉันฟ่ะเนีย พล่ามซะ ไปดูรูปกันเลยคร้าบเพื่อนพ้อง....
    July 04

    เรื่องเล่า...ตามรอยเท้า

    วันนี้ ได้รับอีเมล์จากพี่ที่เคยรู้สึกดี ดี ด้วยมาก ๆ คนนึง เขามีมุมมองน่ารักในการคิดเกี่ยวกับการเดินทาง ทำให้เห็นมุมองของเขาในอีกด้านหนึ่ง
    "ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อนผมได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศจีน แบบทัวร์ลูกเป็ดซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกของผมที่คนรอบข้างยอมรับ เหตุที่พูดแบบนี้เพราะว่าจริงๆแล้วผมเคยไปเที่ยวเวียงจันทร์ ประเทศลาวมาก่อนแล้ว แต่ในความรู้สึกของคนรอบข้างมักจะบอกว่าไปลาวไม่นับสิ อ้าวแล้วลาวไม่ใช่ต่างประเทศหรือ ก็คงเพราะการไปต่างประเทศที่หลายคนหมายถึงการซื้อทัวร์ลูกเป็ดราคาแพง ไปรับไปส่งกันที่สนามบิน เพียงเพราะจะจากกันไม่กี่วัน และยิ่งถ้าเป็นประเทศที่ห่างไกลจากประเทศไทยมากเท่าไหร่ จะเป็นที่ดูน่าภูมิใจสามารถคุยไปได้ทั้งชีวิต  แถมยังเอารูปที่ถ่ายกับสถานที่สำคัญนั้นๆ มาใส่กรอบติดโชว์เต็มฝาบ้าน        การที่มักเดินทางไปเที่ยวกันแต่ประเทศไกลๆและหมางเมินประเทศแถบเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด ก็เพียงเพราะมีทัศนคติต่อประเทศเหล่านี้ในเชิงลบ และออกจะดูถูกเสียด้วยซ้ำ แต่หากมานึกดูแล้วก็คงจะไม่แปลกอะไร ก็เพราะเรื่องราวในประวัติศาสตร์อันเป็นชาตินิยมที่เรียนกันมาจะทำให้เราต่างมองและนึกคิดต่อเพื่อนของเราไปแบบนั้นไปแบบนั้น  หากเราไม่รู้จักและปฎิเสธเพื่อนเหล่านี้แล้ว ความเข้าใจ ความไว้วางใจเ  การช่วยเหลือซึ่งกันและกันและมิตรภาพที่มองอย่างเท่าเทียมกัน จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากจะมีแต่อคติเสียมากกว่า และผมเชื่อว่าถ้าคนในชาติได้ออกเดินทางด้วยตัวเองไปเยี่ยมเยียนเพื่อนของเราบ้างแล้ว ก็จะช่วยสร้างมิตรภาพความรู้สึกที่ดีต่อกันได้
    ด้วยความคิดที่อยากจะรู้จักเพื่อนบ้านเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยคิดว่าจะต้องหาโอกาสออกเดินทางไปให้ได้ จนช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 ในรั้วมหาวิทยาลัย ก็สามารถเก็บเงินได้จำนวนที่เพียงพอต่อการเดินทาง โดยเลือกที่จะเดินทางไปกัมพูชา ตามเส้นทางสู่นครวัด เหตุที่เลือกไปกัมพูชาก่อนเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็เพราะเพื่อนคนนี้อยู่ใกล้กรุงเทพมากที่สุดห่างกันเพียง 400 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น และปลอดภัยสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ แต่แล้วก็มีเหตุที่ทำให้การตั้งใจที่จะเดินทางครั้งนี้ต้องมีอันพับไป หลังจากที่ได้นัดแนะกับเพื่อนอีกคนว่าจะเดินทางไปด้วยกัน เพราะที่บ้านเค้าไม่อนุญาตให้ไปโดยบอกแต่เพียงว่า “เดี๋ยวเค้าก็เอาระเบิดมาขว้างใส่หรอก” จนเมื่อช่วงวันหยุดปีใหม่หลังเรียนจบและได้เข้าทำงานแล้ว ผมก็มีโอกาสชวนเพื่อนๆไปอีกครั้งโดยคราวนี้ไม่ได้ไปกัมพูชาแล้ว แต่เป็นประเทศลาว บ้านพี่เมืองน้องที่แสนจะใกล้ชิดนั้นเอง ซึ่งเป็นการเดินทาง 9 วัน จากกรุงเทพ สู่ เวียงจันทร์ วังเวียง หลวงพระบาง ปากแบง และเชียงราย ซึ่งไว้จะมาเล่าในโอกาสต่อไป การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางแบ็คแพ็คก้าวแรกที่สำคัญ ที่ทำไห้เกิดการเดินทางไปกัมพูชาและเวียดนามหลังจากที่กลับมาจากลาวได้ 4 เดือน และตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่
    ในตอนแรกคิดว่าจะไปกัมพูชาประเทศเดียวก่อน แต่ก็ด้วยความที่ไม่อยากเดินทางย้อนกลับมาทางเดิม ประกอบกับได้ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะไปต่อให้ถึงเวียดนามเลยนั้น  จึงทำให้เกิดแผนการเดินทางดังนี้ขึ้น จากกรุงเทพ-เสียมเรียบ-พนมเปญ-โฮจิมินซิตี้(ไซ่ง่อน)-ฮอยอัน-เว้-ลาว-มุกดาหาร และกลับมาที่กรุงเทพ ด้วยเวลาทั้งหมด 14 วัน กับค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1,1000 บาท
    การเดินทางที่นานเช่นนี้ทำให้ไม่มีเพื่อนคนไหนสามารถลาหยุดได้นานขนาดนี้ ถ้าไปได้ก็อาจจะต้องลาออกกันเลย ผมจึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางเพียงลำพังกับภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆที่ไม่มั่นใจนักว่าจะคุยกับใครเค้ารู้เรื่อง ประกอบกับความเหงาที่ไม่เข้าใครออกใคร ที่อาจจะทำให้ไม่สามารถไปได้ครบตามแผนก็เป็นได้ จะมีก็แต่ความเชื่อมั่นและความฝันเท่านั้นที่เข้าข้าง การเดินทางที่เรียบง่ายเน้นประสบการณ์แห่งการเดินทางมากกว่าความสะดวกสบายหรูหรา จึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับงานเขียนเชิงบันทึกชิ้นนี้ โดยมุ่งหวังให้เกิดมุมมองที่ดีต่อเพื่อนบ้านและนำไปสู่การเดินทางเพื่อเรียนรู้ และกลับมามองตนเองของแต่ละคน แล้วจะรู้สึกได้ถึงไมตรีของเพื่อนบ้านผ่านการเดินทางได้ไม่ยากเลย

                                                                                                                        ออกุน , ก๋ามเอิน
                                                                                                                    อรรณพ     ศิริกิตติกุล
                                                                                                                        กรกฏาคม 2549 "
     
    ดีใจจังที่ได้ยินเรื่องราวจากพี่คุง เป็นมุมที่อุ๊ไม่เคยมองเห็นมาก่อน ทำให้รู้สึกดีมากขึ้นที่รู้จักพี่นะ
    คนเราก็มีหลายความคิดนะพี่ บางคนก็วัตถุนิยมสุดโต่ง อุ๊ว่าอุ๊กะพี่โชคดีต่างหากที่เรามีโอกาสได้เที่ยวทั้งที่ที่เจริญสุดฤทธิ์อย่างอเมริกา แต่จิตใจกลับไม่ได้สัมพันธ์กันเท่าไร แก่งแย่ง แข่งขัน หาคำว่านำใจได้ยากเต็มที แต่ก็โชคดีที่เราได้รับมิตรภาพอันน้อยนิดนั่น และก็อีกที่เราได้มีโอกาสได้รับรู้ว่าประเทศที่ใคร ๆ มองว่าล้าหลังอย่างประเทศเพื่อนบ้านเราหลาย ๆ ประเทศหรืออาจจะเหมารวมเราเข้าไปด้วยงดงามไปด้วยมิตรภาพและตัวตนที่ไม่ได้แต่งสรรไปตามวัตถุนิยม
    อุ๊ว่าประเทศลาวและคนลาวโดยเฉพาะหลวงพระบางน่ารักมาก เราได้สัมผัสเขาในขณะที่เขายังคงความน่ารัก ใสซื่อ เป็นโชคของเราแล้ว เพราะอีกไม่กี่สิบปีหลังจากนี้ เขาคงหนีกระแสวัตถุนิยมและโลกาวิวัฒน์ไปไม่พ้น ปลามันก็คงต้องว่ายตามน้ำเป็นธรรมดาโลก
    อุ๊ชอบการท่องเที่ยวนะ และมองการท่องเที่ยวว่าไม่ได้สำคัญว่าเราไปเที่ยวที่ไหน แต่สำคัญที่ไปกับใครและเราได้อะไรกลับมามากกว่า เพราะการสัมผัสความเจริญไปอย่างฟุ้งเฟ้อ ก็ไม่ต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เน้นแต่การผลิตให้ได้ปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพหรือคุณค่าในตัวงานเพราะหาได้อย่างดาษดื่น แต่การท่องเที่ยวแบบที่พี่คุงได้ใช้ชีวิตไปแล้วนั้นหน่ะ เป็นการเสพแบบมีศิลป์และคุ้มค่ากว่ามาก เพราะเน้นที่คุณค่าและความพึงใจเป็นที่ตั้ง ถ้าการไปเที่ยวทำให้พี่คุงมองอะไรอย่างเข้าใจขึ้นและทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นในสายตาพี่ อุ๊ว่าพี่เที่ยวได้คุ้มค่าที่สุดแล้วไม่ว่าจะไปที่ไหน ขอให้การท่องเที่ยวครั้งต่อไปของพี่นำมาซึ่งรอยยิ้มนะค่ะ จะรออ่านบทที่ 1, 2 ..... และต่อไปเรื่อย ๆ นะค่ะ 555 เขียนซะยาวเลย
    ลำบากกายแต่สบายใจ... ดีกว่าลำบากใจสบายกายเป็นไหน ๆ น้า

    June 27

    Super Diary 260606

    วันนี้มีเรื่องเล่า........
    เรื่องแรกคือเมื่อ 2 วันก่อนไปไหว้พระพิฆเนศมา เพื่อขอบพระคุณท่านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้จนจบตรีที่ศิลปากรอันมีท่านเป็นสัญลักษณ์ของเทพผู้ขจัดอวิชา (ความไม่รู้) ให้ พระตรีมูรติขอเรื่องความรัก และความสำเร็จในกิจการที่หวังไว้ (ขอให้ผ่านการตรวจร่างกายเป็นแอร์โฮสเตสของสายการบินญี่ปุ่นได้สมใจ) และก็ข้ามไปไหว้พระพรหมขอท่าน 2 เรื่องที่กล่าวมาและเรื่องสุขภาพกะครอบครัวด้วย ขอให้แม่และพี่เอมีสุขะ พละ วรรณะที่ดี
     
    เฮ้อ เหลืออีก 7 วันเองนะ จะถึงวันประกาศผลการตรวจร่ากายแล้ว กลัวจัง กังวลจริง ไม่อยากผิดหวังเลย แต่ก็ต้องเตรียมใจด้วย อารายมันไม่ใช่ของเรา ยังไงก็ไม่ใช่ เนอะ เลยหาทางหนีทีไล่ว่าจะไปเกาะทะลุที่จ.ประจวบฯ วันที่ 7-9 กรกฏาคม 2549 เพราะถ้าได้ข่าวดีก็ว่าจะไปฉลอง อยากให้คนที่คุณก็รู้ว่าใครไปด้วยจัง แต่หากผิดหวัง ก็อยากให้เขาคนนั้นปลอบใจเหมือนกัน ว่าแต่ว่า เขาก็ปฏิเสธไม่ยอมไป ทำไมและเมื่อไรน้า เขาจะเข้าใจเราเสียทีว่าเราต้องการเขาแค่ไหน ..........  แอบเหงา
     
    เมื่อคืน ราวตีสองได้ message ประหลาดจากชายผู้ใฝ่รู้ว่า "As u remind me, so before a doomsday arrive, i wanna let u know a real reason why i'm never thinking of another again. It's because i found ...YOU..."
    Will i be a sinner, God? To tell ya the truth, I don't wanna lose him today and tomorrow.....
    He is the kind of man i'm looking and waiting for but what should i do... I do have my beloved flower in my hand and I still wanna hold it tightly close to my heart ....  
    June 19

    Sing(h)aaaaaaa 110606

    ลัลลา ลัลลา เรามาสิงคโปร์กันเถอะ
     
    ก็มากันอีกแล้ว ตามคำเรียกร้องของมิตรรักแฟนเพลง การเดินทางครั้งใหม่ของสาวน้อยสวยใส ใจ(อ)บริสุทธิ์ 2 นาง อุ๊และเป้ ภารกิจคือไปเที่ยวดินแดนสิงโตทะเลแล้วเอาการเยี่ยมพี่ปุ๊กพี่สาวเป้บังหน้า 555 พูดเล่นนะค่ะ อุ๊เป็นห่วงพี่ปุ๊กเหมือนกันนะ แต่เท่าที่ดูแล้ว อาการดี หายห่วงแล้ว
     
    หลังจากการตรจร่างกายที่ดิฉันยังนอยด์อยู่จนทุกวันนี้ผ่านไป ก็ได้เวลาสนุกแล้วสิ เราก็จูงมือเป้ไปสิงคโปร์กัน ด้วยสายการบืนสิงคโปร์ แอร์ไลน์อันหรูเลิศ แต่อาหารช้ำจิต แต่ที่เศร้ากว่าคือแค่วันแรกที่ไปถึงที่นั่น ดิฉันก็ใช้จ่ายไปกับการซื้อของตามใบสั่งของคุณเพื่อน ๆ และน้ำหอมสุดที่รักไปเกือบหมดตัว หมดตัวจริง ๆ ไม่อำ เหลือแค่ 25 เหรียญจาก ห้าร้อยกว่า แล้วอาหารที่นี่มื้อละไม่ต่ำกว่า 10 เหรียญเลย ลองคิดง่าย ๆ ดูนะ ฉันเหลืออีกกี่มื้อ แล้วยังจะค่ารถอีก เลยต้องแปลงร่างเป็นตัวดูดผสมเถาวัลย์เกาะไอ้เป้ไปเรื่อย แล้วมีหนี้บัตรเครดิตเป็นขอรางวัล 555 ดีนะเนี่ยที่ฉันมีเพื่อนเป็นนางฟ้า และมีพี่เพื่อนเป็นราชินี ไม่งั้นกรูตายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ขอย้ำ ตายจริง ๆ ต้องขอบพระคุณพี่ปุ๊กมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ความเนรคุณของกรูก็โผล่ออกมา คือเอาไข้หวัดไปแพร่ให้พี่เขา เขาก็เลย running nose all day all night ไงละแก เลี้ยง little crocodile เยี่ยงกรู พ่นไวรัสใส่เขาอีก แต่กรูขอสารภาพว่ากรูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ แล้วกรูก็ไม่ได้เป็นหวัดด้วย กรูไม่มีไข้ ไม่ปวดหัว ไม่มีนำมูกเลย เลยไอเหมือนเป็นวัณโรค จริง ๆ นะ สาบานก็ได้ว่ากรูไม่ได้แพร่เชื้อจริง ๆ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คุณพี่ขา หนูบริสุทธิ์ โดนนางปองฯ อ้วนใจร้ายใส่ความค้าท่านลูกขุนที่เคารพ
     
    ความซวยต่อมาคือดิฉันไออย่างรุนแรง ตั้งแต่เข้าประเทศแล้ว ต้องกลั้นไอสุดฤทธิ์ เพราะกลัวว่าเขาจะหาว่าเป็นวัณโรค ซาร์ ฯลฯ ห้ามเข้าประเทศอารายเงี้ย พอเข้าไปได้ ก็เป็นที่รังเกียจของสังคม พอเริ่มต้นไอ ทุกคนเริ่มตีตัวออกห่าง ไม่เว้นเพื่อนที่น่ารักของดิฉันค้า กรูรักมึงจัง ไอ้ปองลำเย้ เสียงดิฉันก็นะ ไม่มีใครยอมคุยด้วยเลย เพราะแหบมาก คุยกะเขาไม่รู้เรื่อง ต้องใช้เป้เป็นล่ามตลอด ไม่น่าแซวเจ้เอมากเลย ตอนเขาเสียงแหบเนี้ย กรรมตามสนองเร็วมากกกกกกกกกกกกก
    เหมือนกระเทยมาก พอกลับมาไทย ก็ลาป่วย 1 วีน พี่ที่ออฟฟิศถามคำแรกว่า "น้องอุ๊ไปโดนจับที่สิงคโปร์มาหรอ" คือว่ามีข่าวพอดีว่ามีกระเทยไทย โดนจับที่สิงคโปร์ 4 คนเพราะไม่รู้กฏหมายเขาว่าห้ามแต่งตัวเป็นหญิงที่นั่น กรูล่ะเซ็ง.......
    เดินไปดู Merlion ก็ปิดซ่อมอีก  แม่ง ใครมาสิงคโปร์ไม่ได้ถายรูปกะ Merlion ถือว่ามาไม่ถึง ตกลงกรูมาถึงไหมเนี่ย เอาวะ เอาโปสการ์รูป Merlion มาแปะเป็นรูปคู่ก็ได้วะ เฮ้อ! มีอีก เอาให้หมด คือวันจันทร์ (วันที่สองที่ไป) เป้บอกว่าจะพาไปกินบักกุดเต่ของแท้ อร่อยที่สุดในโลก ตื่นแต่เช้าเลย นั่งรถไฟใต้ดินไปนานมาก ถึง 10 โมงครึ่ง ลงไปเดินอีก เดินไปเดินมา ย่านอู่ซ่อมรถ ทอดนอง อวดแรงงานต่างชาติ แม่งก็นะ แซวเรื่อย ไฮ เฮลโหล บ้ายบายกันใหญ่ มนุษย์สัมพันธ์น่ายกย่อง ปาไปบ่ายและ ก็ยังไม่ได้กิน หิวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก สรุปร้านปิดวันจันทร์ กรูเดิยฟรี ต้องไปหาอย่างอื่นกินแถวนั้น ฟู้ดคอดก็ปิด อาหารอย่างเดียวที่มีคือ อาหารอิสลาม ข้าวแข็งกะไก่เผ็ด ๆ จืด ๆ และปลากระป๋องที่แย่ที่สุดในโลก ทรมานหว่ะ แม่งราคาก็นะ คนละ 9 เหรียญ คุ้มค่า คุ้มราคามากมายค่ะ วันรุ่งขึ้นอีเป้ไม่ลดความพยายามไปใหม่ คราวนี้ได้กินสมใจ กรูละ เข็ด .............. ต่อมา ไอ้เป้ตั้งฉายาเราว่า "อุ๊ผู้นำความทุกข์ยากไปทุกหย่อมหญ้า" กรูเหมือนจอมยุทธผู้น่าเกรงขามไหมอ่ะ ................ อยากรู้
     
    เป็นหนี้ไอ้เป้ สิวก็ขึ้น ขาโตเพราะเดินมาก ตัวก็ดำเป็นปืด ๆ เป็นโรคร้ายแรง เป็นตัวเชื้อโรค และเป็นกระเทยย ววว่ามา จะให้ซวยอารายอีก
     
    แต่ความซวยก็มีอารายดี ดีซ่อนอยู่นะ ได้รู้จักคำว่าเพื่อนมากขึ้นอีกเยอะเลย เป้ไม่เพียงดูแล พาไปทุกที่ที่มันว่าดี พาไปหาของอร่อยกิน ให้ยืมตัง แม้มันจะมีไม่มากก็ตาม วันสุดท้ายมันเหลือแค่ 250 เหรียญ แต่มันยังแบ่งมาให้ 135 เหรียญให้เราซื้อ MP3 ที่บ่นว่าอยากได้มานานแล้ว ช่วยต่อราคาจนคนขายกระเป๋าแซมโซไนท์แซวว่ามันท้อง เพราะใส่ชุดแซ้กโป่ง ๆ อ่ะ เห็นไหมเป้ กรูบอกแล้วว่ามึงมีความเป็นแม่สูง กรูรู้สึกได้..............
    พี่มันก็น่ารัก เลี้ยงข้าว ให้ยากิน เหมือนเป็นพี่เออีกคน ขอบคุณจริง ๆ นะคะพี่ปุ๊ก ว่าแต่ว่าอาหารทะเลที่พี่เลี้ยงหนูอ่ะ หนูเลี้ยงคืนที่เมืองไทยแทนได้ป่ะ เอาแบบแถวนราธิวาสอารายเงี้ยนะ มากกว่าเนี้ย ต้องรอตอนเป็นแอร์ก่อนอ่ะ ตอนนี้สุดกำลัง.............. ส่วนค่ากล้องที่รูดการ์ดไป ขอเลือกโปรแบบผ่อนน้อย ระยะยาว ไม่มีดอกได้ป่าวอ่ะพี่ 555
     
    และที่สำคัญวันจะกลับมีคนหน้าตาดี เป้การันตีว่าขบเผาะ น่ากินมากค่ะมาติดต่อให้อุ๊และเป้ไปเป็นนางแบบด้วย แบบว่า 555555555555555555555 เห็นไหม พวกมึงมีเพื่อนหน้าตาดี สำนึกบ้างไหมเนี่ย 555 แต่กรูลิมเอานามบัตรมาอวดอ่ะ ว่าไม่ได้โม้ จริง ๆ นะ จะกลับไปเอา ไอ้เป้ว่าพยายามไปหน่อย เลยได้แต่เล่าไม่มีหลักฐานหว่ะ แฮะ แฮะ
    ว่าแต่กรูสงสัย เพราะกรูมากะไอ้เป้ เขาจะติดต่อไปโฆษณาอารายว่ะ มัมมี่ โปะโกะ หรือ โคโดโมะไม่เอานะแก๊ ฉันยังสวย ยังใส ไร้ยางอาย มันเสียชื่อเสียงนะแกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
     
     
     

    My Majesty the King 090606

    ฮืมมมมม เนื่องในวันครบรอบสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของในหลวง พ่อของแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ของเราเวียนมาบรรจบครบในวันที่ 9 มิถุนายน 2546 ที่ผ่านมา อิฉันรู้สึกดีเป็นอย่างมากกกกกกกกกก เพราะได้วันหยุดเพิ่มขึ้นอีกหลายวัน 555 พูดเล่น แต่นั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การทำงานมีความสุขมากขึ้นและเป็นโอกาสให้สาวสวยเยี่ยงอิฉันได้โกอินเตอร์อีกครั้ง
     
    ขอย้อนความก่อนนิดนึง วันที่เท่าไรจำไม่ได้และ ได้ไปดูงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติที่เมืองทอง ด้วยความกรุณาจากพี่คุนันคนดีขับรถพาไปให้ ชอบมาก ทำได้ดีสมพระเกียรติ มีการบรรเลงเพลงแจ๊สที่ทรงพระราชนิพนธ์ด้วย เคลิ้มไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะห้องที่บรรยายเรื่องความรักกับพระราชินีเมื่อครั่งยังทรงประทับที่สวิส แล้วองค์พระราชินีอยู่ที่อังกฤษอ่ะ ทรงนั่งรถ นั่งเรือเดินทางไปมาหามิได้ขาด ฉันล่ะซาบซิ้ง แอบบอกพี่คุนันไปด้วยว่าท่านหน่ะเป็นผู้ชายที่ไม่ธรรมดา แล้วยังเป็นชายในอุดมคติอีก คือหาไม่ได้อีกแล้วในหมู่ชายธรรมดา ๆ ทั่งไปที่ทั้งเจ้าชู้ ปลิ้นปล้อน มี 4 ท อยู่ในสายเลือด คือ ทุ่มเท ทิ่มแทง ทำแท้ง ทอดทิ้งไง 555 เขาอึ้งไปเลย แล้วบอกว่าพี่จะเป็นผู้ชายไม่ธรรมดาบ้าง อูยยยย แล้วอุ๊จะรอดูแล้วกัน แต่ที่ชอบมากคือมีวีทีอาร์เล่าว่าเมื่อครั้งทรงครองราชย์ใหม่ ๆ แล้วต้องเสด็จกลับไปสวิสเพื่อศึกษาต่อ ขณะขบวนรถพระที่นั่งดำเนินไป ทรงได้ยินประชาชนคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า "ในหลวง ขอทรงอย่าทอดทิ่งประชาชน" เมื่อท่านได้สดับฟังดังนั้น ก็ทรงตระหนักในราชหฤทัยว่า "หากประชาชนไม่ทอดทิ้งท่านแล้วไซร้ ท่านจะทอดทิ้งประชาชนได้อย่างไรเล่า" และนี่คือจุดเริ่มต้นของพระราชนียกิจอันทรงเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรของพระองค์ นอกเหนือจากแค่วันหยุดสวรรค์นั่นแล้ว อิฉันก็ตระหนักได้ดีว่า "The Great Power comes with Great Responsibility." That's why all Thai people love their King with full heart and thought. Big man may not be eternal but his reputation and missions last forever......... I love my King.
     
    ท้ายสุดดดดดดดด เคยเห็นหนังสือเล่มนึง ชื่อ "พระราชประวัติ ร.8" มั้งนะ ไม่แน่ใจ ในหลวงทรงเขียนไว้ว่า "ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาเป็นกษัตริย์ คิดแต่อย่างเดียวว่าคิอแต่จะเป็นน้องพี่เท่านั้น" มันอบอุ่นหัวใจจัง ท่านไม่ใช่แค่ working man แต่ทรงเป็น family man ที่รักและเคารพพี่และแม่มาก ท่านทรงกอดและหอมสมเด็จย่าทุกครั้งที่พบกัน ท่านว่าแก้มแม่หอมที่สุดในโลกแม้จะเหี่ยวย่นไปตามเวลา แต่ท่านไม่เบื่อที่จะหอมท่านเลย อุ๊คิดถึงแม่เหมือนกัน คิดดูดิ แม้ในหลวงท่านจะมีภารกิจระดับชาติ แต่ยังดูแลและใกล้ชิดเสด็จแม่ขนาดนั้น เราหล่ะ ผู้หญิงแรด ๆ งานการทำแค่ 9 โมง - 6 โมงเย็น หยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่มีกิจการ ไม่มีสัตว์เลี้ยง ยังไม่เคยแสดงความรักและให้เวลาแม่ได้ขนาดนั้น น่าอายไหมหล่ะ แรดไม่พอ โง่ด้วย ไม่รู้จักคิดและชั่งตวงว่าใครสำคัญที่สุด และรองลงไป มารู้ตัวก็ตอนป่วยเนี่ยแหละว่าเวลาป่วย นอนซมอยู่บ้าน แม่เป็นคนเดียวที่คอยเตือนให้กินยา ห่มผ้า กินข้าว นั่งหั่นมะนาวจิ้มนำผึ้งกะเกลือให้ โทรตามถามว่าเป็นไง ตากฝนไหม ถึงที่ทำงานหรือยัง สำนึกไหม พอตอนมีตัง มีความสุข นั่นเลย ไปหาผู้ชาย ที่เป็นดาราทึวี ที่ให้เวลา ที่คอยดูแลยามป่วยไข้อ่ะ พอตัวหมด สิวเต็มหน้า ไม่มีเสียง เป็นกระเทย นอนอยู่บ้านกะแม่ จำไว้ใส่สมองเล็กมากกกกกกกก ของแกไว้อุ๊ จะได้จำ เนี่ยเลยมาเขียนใส่สเปซไว้เลย กันลืมมมมมมม
     
    สนุกไหมแก ฉันด่าตัวเองให้ฟัง 555 
    June 09

    2-4 June 2006 Jazz Fes @ Huahin

    ได้โอกาสมา Jazzzzzzzzzzzz เหอะ นอกสถานที่
    จริง ๆ คือหาโอกาสมาเที่ยวทะเลให้เปรมจิตและฟังเพลงแจ๊สเบา ๆ ให้คลึ้มใจ
    คราวนี้อุ๊แอนด์เดอะแก็งค์ มีทั้งหมด 4 สาวสวยรวมตัวกันเป็น Girly Bikini ประกอบด้วย ปองลำเย้(กิ๊บสู้) จองลำแยน(โน้นนี่) อองลำเย(กิ๊บเซ่อ) และท้ายสุดดิฉันเอง อองลำยุ๊(เบี้ยว) ไปผวนเอาเองนะจ้ะคุณ ๆ
    งานนี้คราครำไปด้วยหญิงชายมากหน้าหลายตา ทำให้ดิฉันสนุกกะการละเลียดมองผู้ชายหน้าตาดีตามชายหาดเป็นอย่างมาก 555 ได้เจอทั้งเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่มากมาย ตาล ภีร์ บิ๊ก อิ๋ง พราว มึณ กิ๊ก พี่พัด น้อง ๆ สโม พี่พี่ถาปัดที่เมตตาให้เต้นด้วย พี่ไหมทีหาที่พักแสนน่ารัก ติดชายทะเลให้
    ไปกัน 2 วัน 1 คืน วันแรกของการเดินทาง เราก็แวะไปที่พระราชวังบ้านปืนที่เพชรบุรี เขาห้ามถ่ายรูป แต่คุณก็ยังได้เห็นรูปอยูดี อย่างนี้แหละเนอะที่เขาว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ 5555 เลววววววววววววววววว
    ต่อมาก็ไปกินข้าวกันริมทะเล ชิว ชิว ที่ร้านปลาทู อาหารอร่อยดี เป็นครั้งแรกที่ได้กินไข่แมงดา
    แล้วก็อ้วนกลมเข้าที่พัก ก่อนจะแจ๋นออกไปที่งานคอนเสิร์ตที่กรูโดยรุมประฌาม เพราะลืมเอากล้องถ่ายรูปไป
    งานนี้ ได้เจอพี่คุนันทุกวันไป เพราะเฮียแกโทรมาถามตลอดว่าอยู่ไหน แต่ข้างกายเขาก็มีเสื่อ 4 ผืนและสาว ๆ อีก 3 คนตลอดเวเหมือนกัน แล้วจะโทรหากันทำไมวะเนี่ย
    คืนแรกได้ดูทีโบน ไปเต้นในนำกับกลุ่มพี่ถาปัด มันส์ซะ 1 หญิง 30 ชาย หนุกดี มีคนเดินผ่านไปพูดด้วยว่า "วันนี้ผมเจอนางฟ้าเยอะจัง" 555 สวย ๆ ใส ๆ และก็ด้วยความหิวของสี่สาว Girly Berry เวอร์ชั่นพองตัวก็ดลให้เราไปกินข้าวต้มโฟนลิงค์ที่ หูยยยยยยยยย อร่อยเหาะ
    แล้วก็กลับมาเมากันต่อที่โรงแรมของพี่พี่ที่ทำงานเปเป้ พี่เขาน่ารักกันทุกคน แล้ววีรกรรมของนางปองลำเย้ก็เริ่มขึ้นด้วยการเปิดวอดก้ารสแอปเปื้ลที่มันคุยนักคุยหนาผสมกับ shark cool bite มึงกรูของบอก ไม่กล้าแดกจริง ๆ แต่พอกิน กรูไม่วางเลยว่ะ แม่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงง อร่อยสาดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    ต่อมา นางปองลำเย้คนเดิมก็ได้ฤกษ์นำไพ่ที่พวกเราปาดนำตาซื้อมาตั้ง 300 แหนะมึงมาเล่น ไหนจะสลาฟ, ป๊อกจองลำแยนจองหมด จองแพ้นะ แม่งคนอารายวะ ดวง(ไม่) ดีซะ
    วันอาทิตย์อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน 4หญิงก็ออกลัลลาล้าร์ 6.00 น. ปลุกเพื่อนทุกคนใส่บิกินี่ไปเล่นนำกัน ได้รูปสวยมาอวดมากมาย แต่ที่แน่ ๆ กรูก้ได้รู้ตัวเองว่ากรูเกรงหน้าท้องจนเห็นไปถึงลำไสใหญ่เลยทีเดียว เป็นคนพูดที่มีจากพี่ไหม ส่วนเจ๊เอถ่ายรูปทุกอันต้องเอียงหน้าเกิน 60 องศาเพื่อปกปิดซีด 10,000 บาทของมัน เป้ มึงทำให้กรูนำลายไหล ไร้คำบรรยายห่ะ ส่วนอีแจนกรูเกลียดมึง มาอยู่ใกล้กรูทำไมเนี่ย กรูตกตำมากกกกกก แหนะ ว่าแล้วยังมายิ้มแป้นอีก อีสวย
    แล้วก็กลับไปนอน ตื่นอีกทีเที่ยงครึ่ง แต่งตัวเก็บของมากินข้าวที่ร้านสบายชายทะเล ร้านข้างล่าง พี่ไหมมาหา แล้วไปวังมฤคทายวันกัน สวยมาก แต่ห้ามถ่ายรูปเช่นเดิม มีน้องที่เล่นดนตรีไทย ถามว่า พี่พี่ทานข้าวกับอารายค่ะ ทำไมสวยจัง ถามกรู 4 คน ตามองอีแจนคนเดียว ตกลงไงเนี่ย สรุปแล้ว กรูยังเกลียดแจนอยู่นะ 555
    คืนสุดท้ายมันส์ซะ ไปตั้งแต่ทุ่มครึ่ง ดู doobadoo และต่อด้วย crescendo สุดที่รัก ไปเต้นในนำ สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    ได้บรรยากาศแจ๊สริมนำเต็มที่มันต้องแบบนี้สิ มีหนุ่มมาของถ่ายรูปมากมาย แสบตามาก แฟลชเข้าตาถี่ถี่ 555 กระแดะหว่ะ
    แล้วปองลำเย้ก็ขับรถกลับบ้านไปพร้อมความสาแก่ใจของอุ๊และเจ๊เอ ที่ทำให้ผู้ชาย 2 คนแทบบ้าตายได้ 555
    งานหน้าต้องไปให้ได้นะแก เราไม่ทำให้คุณผิดหวัง 55555555555 Zaaaaaaaaaaaaaaaaaaaa
     
    May 26

    Land of Maples : Phukadung

    เฮ้อ ในที่สุดก็ได้ไปภูกระดึงสักที เขาว่ากันว่ามันเป็นตัวแทนของความรัก และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ใครขึ้นไปถึงยอดแล้ว จากี่เคยเหนื่อยสุดตัว ก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะความงามของธรรมชาติที่ไม่อาจหาได้จากความเจริญในเมืองหรือซื้อเอาตามห้างดัง
     
    คราวนี้ ไปกะตั้ม 2 คน แต่ไปเจอพี่ที่ขึ้นรถไปด้วยกัน น่ารักมาก เอาเราสองคนกระเตงไปด้วย ซาบซึ้งนำใจมากพี่ มีพี่ชีพ พี่เนี้ยว พี่บอย น้องป่าน รวมกลุ่มกัน 6 คนพอดี
     
    เริ่มต้นการเดินทางไปได้แค่ 500 เมตร ดิฉันก็แทบลงคลานคุกเข่า อยากกลับบ้านนอนแล้วอ่ะ ถึงซำแรก เข้าใจแล้วว่าทำไมชื่อนี้ "ซำแฮก" เพราะทุกคนขึ้นมาต้องหอบแฮก ๆ 555 และร้องเพลงต่อมา เรื่อย ๆ ว่า " อยู่บ้านดี ดีไม่ชอบ เ_อืกมาภู คราวนี้เสร็จละกรู" แต่กระนั่น ตั้มก็คอยดูแลเป็นอย่างดี จากที่เมื่อย 50% มารยาที่มีอยู่ก็บอกว่า ต้องเพื่มดีกรี เป็น 100% เต็มพิกัด โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย ตั้ม ดูแลด่วนนนนนนนนนนนนนนนนนนน 555555555555555555555555555 แรดป่ะหล่ะ
     
    วันที่ 2 โหดสุด อันนี้ไม่ได้แกล้งแล้ว ป่วยจริงๆๆๆๆๆๆ ตื่นตี 5 ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ไป 3 กม กลับ 3 กม. มากินข้าวเช้า แล้วเดินทั่งวันอีก 22 โล วันนี้เก็บ RC และทากได้มากมายยยยยยย กรูอยากตาย ไม่ก็เอาขาไปฝากพาดคอตั้มไว้จริง ๆ เลยอ่ะหรือไม่ก็ตัดแบ่งก้นไว้ข้างทาง โห เหนื่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ก็คุ้มค่าได้ดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน ได้เรียนรู้กันมากขึ้น ว่าตั้มจะไม่ทิ้งเราแม้ลำบาก แม้เราเป็นภาระ(ตัวโต) ก็ตาม ได้ดูช้างป่าด้วย เขาว่าเราโชคดีมาก เพราะการเห็นช้างป่าใกล้ ๆ หมายถึงคุณคงไม่มีโอกาสรอดได้ง่ายนัก
     
    ท้ายที่สุด ซึ้งมาก ตั้มไปเช่ากีต้าร์มาร้องเพลงกล่อมให้ฟังก่อนนอน เขิลลลลมาก แต่ไม่แสดงออก 555 (เหมือนตั้มไง รักนะ แต่ไม่มีตังหรอก)
     
    อุ๊ว่านะ ภูหน้าร้อนสวยกว่าหน้าหนาวนะ ดอกไม้และนำตกสวยกว่าแยะ คนก็น้อย ประทับใจ สาธุ ขออย่าให้เขาทำกระเช้าเลย ไม่งั้นคงมีขยะพบบนภูเยอะแยะอ่ะ น่าเสียดาย